จากการสำรวจของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (2562) พบว่า กลุ่มผู้บริโภคที่แตกต่างกันตามช่วงอายุจะเลือกใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ที่แตกต่างกัน หากแบ่งผู้บริโภคออกเป็น 4 เจนเนอเรชันจะมีพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตตามแพลตฟอร์มออนไลน์ดังตารางที่ 1.2
ตารางที่ 1. 2 แสดงพฤติกรรมการใช้อินเทอร์เน็ตและตัวอย่างแพลตฟอร์มออนไลน์ตามช่วงวัย (Generation)
| เจนเนอเรชัน | พฤติกรรม | แพลตฟอร์มออนไลน์ |
| Baby Boomer (อายุ 55 ปีขึ้นไป) | ให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าตัดสินใจจากราคาและคุณภาพที่เหมาะสม นิยมใช้สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊คและไลน์เพื่อการติดต่อสื่อสาร เน้นความง่ายในการใช้งาน | เฟซบุ๊ค ไลน์ |
| Generation X (อายุระหว่าง 40 ถึง 54 ปี) | ให้ความสำคัญกับการศึกษาผลิตภัณฑ์จากการรีวิวก่อนตัดสินใจซื้อ คล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี นิยมค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ผ่านเสิร์ชเอนจิน ใช้งานเฟซบุ๊คและอีเมลร่วมกับงานประจำ | เฟซบุ๊ค อีเมล เว็บไซต์ วิดีโอออนไลน์ |
| Generation Y (อายุระหว่าง 23 ถึง 39 ปี) | ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการรับบริการผ่านเทคโนโลยีออนไลน์ ใช้อินเทอร์เน็ตในการทำงาน ชอบแสดงความคิดเห็นบนโลกออนไลน์ | เว็บบอร์ด เว็บไซต์ วิดีโอออนไลน์ เฟซบุ๊ค |
| Generation Z (อายุระหว่าง 10 ถึง 22 ปี) | โดยส่วนใหญ่เป็นผู้ที่อยู่ในช่วงวัยเรียน ชอบการเรียนรู้ เน้นประสบการณ์การใช้งาน นิยมใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอออนไลน์ และเล่นเกม | อินฟูลเอนเซอร์ วิดีโอออนไลน์ เกมออนไลน์ |
ที่มา : สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์, 2562
จากตารางจะเห็นได้ว่าแต่ละช่วงวัยมีพฤติกรรมการใช้เครื่องมือการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น เจนซีอายุระหว่าง 10 ถึง 22 ปี นิยมเล่นเกมออนไลน์โดยใช้สมาร์ทโฟนให้ความสนใจอินฟูลเอนเซอร์ซึ่งเป็นผู้มีอิทธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ควรทำการตลาดด้วยเกมและบุคคลที่กลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายให้ความสนใจในขณะนั้น เจนเอ็กซ์อายุระหว่าง 40 ถึง 54 ปี นิยมใช้อีเมลในการทำงานและสื่อสารควรใช้การตลาดอีเมลเป็นเครื่องมือทางการตลาด ด้วยพฤติกรรมที่แตกต่างกันในการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ นักการตลาดจึงควรศึกษาเครื่องมือการตลาดอิเล็กทรอนิกส์หรือการตลาดออนไลน์ดังนี้
1. การตลาดเนื้อหา (Content Marketing) เป็นเทคนิคทางการตลาดสำหรับสร้างเนื้อหาให้ตรงกับความต้องการและสร้างการรับรู้ไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย โดยเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ ซึ่งเนื้อหาที่ดีจะเกิดการบอกต่อในช่องทางออนไลน์ สร้างแรงจูงใจ เพิ่มทัศนคติที่ดีต่อตราสินค้า การตลาดเนื้อหาโดยส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบของบทความบนเว็บไซต์ ภาพกราฟิก สื่อสังคมออนไลน์ วิดีโอออนไลน์และวิทยุออนไลน์
2. การวิจัยการตลาด (Marketing Research) คือ กระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากผู้บริโภค เพื่อให้นักการตลาดสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้สร้างโอกาสและกลยุทธ์ทางการตลาด เช่นการแบ่งส่วนตลาด และการสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง โดยการวิจัยตลาดสามารถทำได้ทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ การวิจัยการตลาดช่วยให้องค์กรทราบข้อมูลที่แน่นอนหรือใกล้เคียงกับความเป็นจริงก่อนการตัดสินใจดำเนินธุรกิจ ลดข้อผิดพลาดในการตัดสินใจ สร้างความมันใจให้กับคู่ค้าหรือหุ้นส่วน (ไทยวินเนอร์, 2563)
3. การตลาดอินฟูลเอนเซอร์ (Influencer Marketing) อินฟูลเอนเซอร์ หมายถึง ผู้ที่มีอธิพลบนสื่อสังคมออนไลน์ ทำหน้าที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารตามแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น เว็บไซต์ เฟซบุ๊ค อินสตาแกรม ยูทูป วัดความนิยมจากจำนวนผู้เข้าชมหรือติดตาม โดยผู้ติดตามเป็นกลุ่มคนในแต่ละช่วงวัยและมักมีความเห็นร่วมหรือคล้อยตามเนื้อหาที่อินฟูลเอนเซอร์นำเสนอ ในส่วนของการตลาดอินฟูลเอนเซอร์ เป็นรูปแบบการตลาดออนไลน์ที่ใช้อินฟูลเอนเซอร์ในการโฆษณาสินค้า
4. การเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (Search Engine Optimization: SEO) เป็นการปรับแต่งเว็บไซต์และเนื้อหาให้ตรวจพบด้วยโปรแกรมค้นหา (Search Engine) หลังจากมีการค้นหาโดยคำหลัก (Key Word) และปรากฏในตำแหน่งที่ดีที่สุด การทำเอสอีโอ (SEO) จะเกี่ยวข้องกับการนำคำหลักหรือคำใกล้เคียงมาแสดงผลในหน้าเพจเว็บไซต์วัดผลความนิยมของคำหลักโดยใช้ค่า ซีทีอาร์ (Click Through Rate : CTR) ซึ่งคืออัตราการคลิกเมื่อเห็นเว็บไซต์จากการค้นหาคำหลักมีการคำนวณอัตราร้อยละโดยจำนวนคลิกเข้าชมหารด้วยจำนวนเห็นเว็บไซต์ หากมีการคลิกเข้าชมเว็บไซต์จำนวน 20 ครั้ง แต่มีผู้เห็นเว็บไซต์จากการค้นหาคำหลักจำนวน 100 ครั้ง ค่าซีทีอาร์เท่ากับอัตราร้อยละ 20
5. การโฆษณาบนโปรแกรมค้นหา (Search Engine Advertising) คือ ส่วนหนึ่งของพื้นที่บริเวณหน้าของโปรแกรมค้นหาซึ่งเป็นส่วนที่ต้องจ่ายเงินสำหรับการแสดงผล หรือเรียกวิธีการนี้ว่า จ่ายสำหรับค้นหา (Paid Search) หรือจ่ายต่อคลิก (Pay Per Click : PPC) มีข้อแตกต่างกับเอสอีโอ (SEO) คือ ไม่มีการปรับแต่งโครงสร้างของเว็บไซต์ เพียงแค่ประมูลคำหลัก (Key Word) ก็สามารถแสดงเว็บไซต์ในลำดับต้นๆ ของโปรแกรมค้นหาได้ PPC ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันและมีการใช้บริการโฆษณามากที่สุด คือ Google Ads ให้บริการร่วมกับโปรแกรมค้นหา Google ของบริษัทกูเกิล รองลงมาคือ AdCenter ให้บริการร่วมกับโปรแกรมค้นหา Bing ของบริษัทไมโครซอฟท์ สาเหตุที่ทำให้ Google Ads ได้รับความนิยม เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานกูเกิลเพื่อค้นหาข้อมูลของสินค้าและบริการด้วยคำหลัก (Keywords) มากถึง 250 ล้านครั้งต่อวัน ครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตร้อยละ 80 ของจำนวนผู้ใช้ แสดงผลอย่างรวดเร็วหลังจากสมัครเพียงหนึ่งวัน โฆษณาได้ทุกคำหลักโดยไม่ต้องแก้ไขเว็บไซต์ เสียค่าใช้จ่ายต่อเมื่อมีลูกค้าคลิกไปยังเว็บไซต์และเปลี่ยนโฆษณาได้ตามที่ต้องการ
6. การตลาดแบบเชื่อมโยง (Affiliate Marketing) ในการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ แอฟฟิลิเอทเปรียบเสมือนตัวแทนในการทำการตลาดให้กับเว็บไซต์ที่ขายสินค้าหรือบริการตัวแทนสามารถช่วยเหลือเว็บเหล่านั้นในการแสวงหาลูกค้าที่ต้องการซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์โดยสร้างการอ้างอิงข้อมูลบนเว็บไซต์ระหว่างองค์กรธุรกิจกับตัวแทน ซึ่งตัวแทนจะได้ค่าตอบแทน (Commission) ตามมูลค่าของสินค้าที่ขายได้เป็นอัตราร้อยละหรือตามเงื่อนไขที่ตกลงการตลาดแบบเชื่อมโยงหรือการตลาดพันธมิตร (Affiliate Marketing) ช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจออนไลน์ เพิ่มยอดขายสินค้าจากการสร้างเครือข่ายพันธมิตร สร้างการจดจำในตราสินค้า (Brand Awareness) โดยการนำแบนเนอร์ของร้านค้าไปแสดงบนหน้าเว็บไซต์ของตัวแทน ซึ่งหากสามารสร้างเครือข่ายได้เป็นจำนวนมากจะส่งผลต่อจำนวนการรับรู้ของผู้บริโภคมากขึ้น ตัวแทนที่นำแบนเนอร์ของร้านค้าออนไลน์ไปแสดงบนหน้าเว็บไซต์หรือเว็บบล็อกของตนเอง จะได้รับผลประโยชน์เป็นค่าตอบแทนจากการขายสินค้าและท้ายที่สุดผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการเลือกซื้อสินค้าได้ตรงกับความต้องการ สำหรับการเลือกพันธมิตร นักการตลาดออนไลน์ควรเลือกพันธมิตรโดยดูจากประเภทของเว็บไซต์ที่มีหมวดหมู่ใกล้เคียงกับสินค้าของร้านค้าออนไลน์ ดังจะเห็นได้จากภาพที่ 1.6

ภาพที่ 1. 6 แสดงกระบวนการของการตลาดแบบเชื่อมโยง (Affiliate Marketing) และประโยชน์
ที่มา : อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์, 2562
สมชายเลือกพันธมิตรจากเว็บไซต์หมวดหมู่เดียวกัน ซึ่งสมชายเปิดร้านมือถือออนไลน์จึงเลือกเว็บไซต์ของสมหญิงที่มีความชื่นชอบสินค้าไอทีและสร้างเว็บไซต์สำหรับรีวิว (Reviews) สินค้า ในที่นี้สมหญิงมีฐานะเป็นตัวแทนและเป็นอินฟูลเอนเซอร์
7. การโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Advertising) แบนเนอร์ คือ เครื่องมือโฆษณารูปแบบหนึ่งมีลักษณะเป็นภาพกราฟิกแสดงผลบนหน้าเว็บไซต์เพื่อดึงดูดให้ผู้เข้าชมคลิก หลังจากคลิกจะลิงก์ไปยังเว็บไซต์ที่โฆษณา แบนเนอร์เครื่องมือทางการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญสำหรับสร้างการรับรู้และการจดจำตราสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต ผู้บริโภคมักจะจดจำข้อความโฆษณาในลักษณะภาพสี ภาพกราฟิก ภาพตราสินค้าที่เป็นแบบเคลื่อนไหวได้ดีกว่าข้อความปกติ (จรีวรรณ แซมมณี, 2554) การออกแบบแบนเนอร์ควรออกแบบตามขนาดที่ต้องการแสดงผลในช่องทางออนไลน์ เช่น แบนเนอร์แบบสี่เหลี่ยมขนาด 300 คูณ 250 พิกเซล และแบนเนอร์สำหรับปกเฟซบุ๊กขนาด 828 คูณ 315 พิกเซล
8. การตลาดวิดีโอ (Video Marketing) หรือ การตลาดวีดิทัศน์ คือ การดำเนินกิจกรรมทางการตลาดโดยอาศัยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง หรือร่วมกันทั้งหมด มีลักษณะเป็นสื่อประสม (Multimedia) อาจบันทึกในรูปแบบดิจิทัลหรือวัสดุอื่น สามารถนำเสนอผ่านสื่อซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักได้แก่ ประเภทแรก สื่อออนไลน์ (Online Media) เป็นการนำเสนอผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น สื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ก เว็บไซต์ยูทูป ประเภทที่สอง สื่อออฟไลน์ (Offline Media) นำเสนอผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ตัวอย่างเช่น ป้ายอิเล็กทรอนิกส์หรือป้ายแอลซีดี จอโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายโดยมีวัตถุประสงค์ คือ สร้างการรับรู้และการจดจำตราสินค้า
9. การตลาดสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media Marketing : SMM) เป็นการทำการตลาดโดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ไลน์ ร่วมกับเครื่องมือการตลาดออนไลน์อื่น ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่นิยมนำมาใช้เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่าการใช้สื่อมวลชน ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและร้านค้า สร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคเนื่องจากเป็นการสื่อสารแบบทันที (Real Time) ทำให้ทราบความคิดเห็นทันที่จากการแสดงความคิดเห็นการกดไลก์ สามารถเจาะกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมายตามแพลตฟอร์มการใช้งาน วัดผลการโฆษณาได้ และ ช่วยเพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์หลักจากการทำเอสอีโอ (SEO) ตัวอย่างเช่น การใช้อินฟูลเอนเซอร์ร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กเพื่อรีวิวสินค้าให้แก่ผู้จ้างหรือเจ้าของแฟนเพจเฟซบุ๊ก ไปยังลูกเพจและผู้ติดตาม การใส่ลิงก์เชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์หลักในหน้าแฟนเพจสำหรับจำหน่ายสินค้า และการใช้แบนเนอร์แสดงผลในโพสของเฟซบุ๊ค
10. การตลาดย้ำความสนใจ (Remarketing) เมื่อลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายเข้าชมเว็บไซต์ หลังออกจากเว็บไปใช้แพลตฟอร์มอื่นยังคงปรากฏแบนเนอร์หรือลิงก์สินค้าที่เคยเข้าชม การตลาดย้ำความสนใจใช้เพื่อย้ำความสนใจในสินค้าที่ลูกค้าเคยเข้าชม สร้างการจดจำและกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าซึ่งการปรากฏลิงก์สินค้ามักจะเกี่ยวกับเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรกับเสิร์ชเอนจินและสื่อสังคมออนไลน์ เช่น หากเข้าชมสินค้าในเว็บไซต์ลาซาด้าหลังออกจากเว็บรายการสินค้าที่เคยเข้าชมยังแสดงผลในหน้าฟีดของเฟซบุ๊ก
11. การตลาดอีเมล (Email Marketing) เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า บอมเมล (Boom Mail)คือ เครื่องมือการตลาดที่เน้นสร้างฐานข้อมูลลูกค้า การรับรู้เกี่ยวกับตราสินค้า ผลิตภัณฑ์ การส่งเสริมการขาย รวมถึงข่าวสารองค์กรไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยผู้รับให้ความยินยอมสำหรับอีเมลที่ส่งโดยไม่ได้รับความยินยอมจะเรียกว่า สแปมเมล (Spam Mail) การตลาดอีเมลช่วยเพิ่มยอดขายโดยการแจ้งส่วนลดพิเศษสำหรับกลุ่มลูกค้าเฉพาะที่มีการจำแนกตามพฤติกรรมการเข้าชมสินค้า สามารถวัดผลโฆษณาได้ง่ายโดยดูจากสถิติการเปิดอ่านและคลิกลิงก์ที่แนบกับอีเมล การเริ่มต้นการตลาดอีเมลทำได้ง่ายเพียงเก็บข้อมูลลูกค้าจากการสมัครสมาชิกเว็บไซต์ การลงทะเบียนรับข่าวสารและการจัดกิจกรรมแจกของรางวัลโดยให้กรอกข้อมูลอีเมล
12. การตลาดเว็บบล๊อก (Web Blog Marketing) เป็นเครื่องมือหนึ่งที่นิยมใช้ร่วมกับการตลาดเนื้อหา โดยเว็บบล๊อก คือเว็บไซต์ที่ให้บริการแก่ผู้ใช้งานมีทั้งแบบฟรีและชำระเงิน
ซึ่งผู้ให้บริการจะจัดเตรียมเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการประกาศ (Post) เนื้อหา การปรับแต่งธีม และการปรับแต่งระบบ ปัจจุบันองค์กรนิยมใช้เว็บบล๊อกร่วมกับสื่อสังคมออนไลน์ในการประชาสัมพันธ์ แจ้งข่าวสารไปยังลูกค้า นอกจากนี้ เว็บบล๊อกยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า เนื่องจากสามารถอธิบายรายละเอียด ให้ความรู้ คำแนะนำ รีวิว เกี่ยวกับสินค้า ได้มากกว่าสื่อสังคมออนไลน์ เว็บบล๊อกที่นิยมในปัจจุบัน เช่น เวิร์ดเพรสส์ (WordPress) บล็อกเกอร์ (Blogger) และวิกซ์ (Wix)
13. การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) คือ การวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ในอดีตและปัจจุบันจากแหล่งข้อมูลที่สำคัญหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจกรรมขององค์กร โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศสำหรับการดำเนินงาน วางแผน พยากรณ์ และประกอบการตัดสินใจของผู้บริหารการวิเคราะห์ข้อมูลมีความสำคัญเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ต หากองค์กรใดสามารถนำข้อมูลที่ผ่านการวิเคราะห์มาใช้จะช่วยให้นักการตลาดออกแบบแคมเปญหรือโฆษณาได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคเป้าหมาย ตัวอย่างเช่น การวิเคราะห์ข้อมูลจากแฟนเพจเฟซบุ๊กโดยใช้เฟซบุ๊กแอนะลิกส์ (Facebook Analytics) ร่วมกับข้อมูลจากเว็บไซต์โดยใช้กูเกิล แอนะลิติกส์ (Google Analytics) ของร้านค้าจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกันจะทำให้ทราบลักษณะด้านประชากรศาสตร์ พฤติกรรม และอุปกรณ์ใช้งานของลูกค้า ซึ่งมีส่วนช่วยวางแผนทางการตลาดได้อย่างเหมาะสม
14. การปรับปรุงส่วนเปลี่ยนแปลง (Conversion Optimization) เป็นการเปลี่ยนจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ เช่น เปลี่ยนจำนวนผู้เข้าชมเว็บให้เป็นสมาชิกและผู้ซื้อ โดยการเปลี่ยนแปลงวัดได้จากอัตราการปรับปรุงส่วนเปลี่ยนแปลงหรือเรียกว่า ซีอาร์โอ (Conversion Rate Optimization : CRO) ซึ่งคำนวณจาก กิจกรรมหารด้วยจำนวนผู้เข้าชมคูณหนึ่งร้อย เช่น หากมีลูกค้าเข้าชมเว็บไซต์ 50 คน ในจำนวนนี้มีคนกดปุ่มซื้อสินค้า 5 คนซีอาร์โอ จะเท่ากับร้อยละ 50 (5/50 x 100) และมีผู้เข้าชมแฟนเพจเฟซบุ๊ก 100 คน มีคนกดปุ่มไลก์ (Like) 20 คน ซีอาร์โอ จะเท่ากับร้อยละ 20 (20/100 x 100)
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์
จรีวรรณ แซมมณี. (2554). การโฆษณาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตส่งผลต่อการรับรู้ตราสินค้าของ
ผู้บริโภค (การค้นความอิสระ บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยกรุงเทพ.
ไทยวินเนอร์. (2563). การวิจัยการตลาด. สืบค้น 6 มีนาคม 2563, จาก
https://thaiwinner.com/marketing-research/
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์. (2559). ผลสำรวจพฤติกรรมผู้ใช้อินเทอร์เน็ตปี
2559 (Thailand Internet User Profile 2016). สืบค้น 5 ธันวาคม 2562, จาก
https://www.etda.or.th/publishing-detail/thailand-internet-user-profile-2016-
th.html
