การเน้นการค้นหา คือ การสร้างเนื้อหาโดยให้ความสำคัญกับผู้ค้นหา (Search) และผู้เชื่อมโยง (Links) ในการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาควรให้ความสำคัญกับปัจจัยต่อไปนี้
1. เลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม (Choose the right keyword) หากต้องการให้มีการเข้าชมเว็บไซต์จากเสิร์ชเอนจินเพิ่มมากขึ้น ต้องสร้างเนื้อหาเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้คนต้องการค้นหา โดยวิธีการที่ดีที่สุดคือ การนำคีย์เวิร์ดมาใช้ในเนื้อหาเว็บไซต์ต่อไปนี้เป็นวิธีการนำคีย์เวิร์ดมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา
1.1 เพิ่มโอกาสเข้าชมจากการค้นหา (Increase the likelihood of search traffic) โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะค้นหาบางสิ่งในโลกออนไลน์ หากมีประเด็นที่เป็นกระแสสังคมในขณะนั้น จะส่งผลต่อคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง และได้รับความนิยมในการค้นหาตามไปด้วย ซึ่งคีย์เวิร์ดเหล่านี้นักการตลาดสามารถนำมาใช้เพิ่มหรือแทรกในเนื้อหาบทความที่ปรากฏบนเว็บไซต์ การนำคีย์เวิร์ดมาใช้ควรทำการตรวจสอบประสิทธิภาพของคีย์เวิร์ดก่อนนำมาใช้ เครื่องมือสำหรับตรวจสอบความนิยมของคีย์เวิร์ด เช่น Google Ads, Google Trends, Trend wisesight, Neilpatel เป็นต้น
1.2 กำหนดวัตถุประสงค์ของผู้ค้นหา (Set searcher objectives) การใช้เสิร์ซเอนจิน เพื่อเป็นเครื่องมือในการค้นหาสิ่งต่าง ๆ เช่น การเรียนรู้ ข้อมูลสินค้า การศึกษาต่อ และการซื้อสินค้า เมื่อทราบว่าผู้คนหามีวัตถุประสงค์ใดในการค้นหา นักการตลาดสามารถนำคำหลักที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้คนค้นหา มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาได้
1.3 ศักยภาพทางธุรกิจ (Business potential) การนำคีย์เวิร์ดมาใช้ควรให้ความสำคัญกับศักยภาพทางธุรกิจที่มีปัจจุบัน เช่น คุณภาพสินค้า ปริมาณสินค้า การจัดส่งซึ่งการใช้คีย์เวิร์ดอาจทำให้ผู้เข้าชมที่มีโอกาสเป็นลูกค้าได้ทดลองซื้อสินค้า หากสินค้าที่ได้รับการค้นพบจากเสิร์ชเอนจินไม่เพียงพอจำหน่ายอาจส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในแบรนด์และส่งผลต่อประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า
1.4 ใช้คีย์เวิร์ดสำหรับจัดอันดับไม่ยากเกินไป (Using keywords for ranking is not too difficult) ความยากของคีย์เวิร์ด (Keyword Difficulty: KD) คือ การมีผู้คนต้องการใช้คีย์เวิร์ดนั้นเช่นเดียวกับธุรกิจเป็นจำนวนมาก หากธุรกิจต้องการใช้คีย์เวิร์ดดังกล่าวจะต้องแข่งขันและใช้เงินในประมูลคีย์เวิร์ดนั้น ส่งผลต่อต้นทุนการทำการตลาดออนไลน์สูงขึ้น

รูปที่ 8.7 แสดงหน้าแดชบอร์ดคีย์เวิร์ดจากเครื่องมือ Ubersuggest (Neil Patel)
ที่มา Patel, 2022
จากรูปเป็นการแสดงหน้าแดชบอร์ดคีย์เวิร์ดจากเครื่องมือ Ubersuggest (Neil Patel) โดยแสดงรายละเอียด เกี่ยวกับคีย์เวิร์ดที่นักการตลาดต้องการใช้งาน ได้แก่ คีย์เวิร์ด (Keyword) แนวโน้ม ความนิยมคีย์เวิร์ด (Trend) จำนวนการค้นต่อเดือน (Volume) ต้นทุนต่อคลิก (CPC) ความยากในการประมูลคีย์เวิร์ดเพื่อนำมาใช้งาน (PD) และความยากในการเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหา (SD)
2. สร้างเนื้อหาให้น่าสนใจและมีประโยชน์ (Create useful and useful content) ปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการจัดอันดับของกูเกิล คือ เนื้อหาที่ปรากฏในเว็บไซต์ ประโยชน์ของเนื้อหาและความสามารถในการดึงดูดความสนใจของผู้อ่านให้อ่านเนื้อหาและใช้เวลาอยู่กับหน้าดังกล่าวจะส่งผลต่อการจัดอันดับการค้นหาให้สูงขึ้น แนวทางสร้างเนื้อหาให้น่าสนใจ เช่น อ่านง่าย จัดข้อความให้เป็นระเบียบ มีความทันสมัย มีเอกลักษณ์ ให้ข้อมูลที่จำเป็นเพื่อแก้ปัญหาของผู้ค้นหา ซึ่งแนวทางดังกล่าวนอกจากส่งผลให้เกิดการค้นพบในเสิร์ชเอนจินได้ง่ายแล้ว ยังส่งผลต่อการแชร์เนื้อหา และนำลิงก์เนื้อหาไปแสดงบนเว็บไซต์ของผู้ค้นหาอีกด้วย หรือที่เรียกว่า ลิงก์ย้อนกลับ (Back links) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญในการจัดอันดับ (ลิงก์ย้อนกลับ เท่ากับ อันดับเว็บไซต์ เท่ากับ ปริมาณเข้าชม)
นอกจากยังมีแนวทางสร้างให้เนื้อหาน่าสนใจตามหลัก E-A-T โดย E มาจาก Expertise คือ การมีความรู้และทักษะเฉพาะในด้านใดด้านหนึ่ง A มาจาก Authority คือ การเป็นผู้เชี่ยวชาญในงานเขียนหรือเป็นเจ้าของบทความนั้น และ T มาจาก Trustworthiness คือ ความน่าเชื่อถือของบทความ ซึ่งมาจากความรู้และทักษะที่ผู้เขียนเนื้อหาหรือเจ้าของเว็บไซต์มี สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมผู้เขียนจะอธิบายในหัวข้อถัดไป
3. เพิ่มประสิทธิภาพแท็กและคำอธิบาย (Optimize tags and descriptions) แท็ก คือ คำสั้น ๆ ใช้บ่งบอกว่าเนื้อหาในเว็บไซต์กล่าวถึงอะไร เหตุผลที่ต้องให้ความสำคัญกับแท็กและคำอธิบาย มี 2 ประการ คือ เป็นปัจจัยในการจัดอันดับของเสิร์ชเอนจิน และผู้คนหาจะเห็นแท็กในหน้าแสดงผลลัพธ์ค้นหา (SERP) ดังนั้น ควรตั้งชื่อแท็กให้ถูกต้อง โดยใส่คีย์เวิร์ดเป้าหมายใน ช่องแท็ก (กรณีใช้ CMS) และแทรกในชื่อเรื่องของเนื้อหา ในส่วนของคำอธิบายมีแนวทางเพิ่มความน่าสนใจแก่ผู้ค้นหา สร้างความมั่นใจว่าผู้ค้นหาจะได้รับเนื้อหาที่ต้องการจากผลลัพธ์ค้นหา โดยตรวจสอบว่าคำอธิบายควรมีความยาวไม่เกิน 920 พิกเซล สามารถตรวจสอบได้จากเครื่องมือ Google SERP Snippet Optimization Tool

รูปที่ 8.8 แสดงเครื่องมือ Google SERP Optimization Tool
ที่มา : Google SERP Snippet Optimization tool, 2022
จากรูปคือหน้าเครื่องมือของ Google SERP Optimization Tool อนุญาตให้ตรวจสอบความยาวของ ชื่อเรื่อง URL ของเว็บไซต์ และคำอธิบายเว็บไซต์ โดยความยาวไม่ควรเกิน 580 385 และ 990 พิกเซล ตามลำดับ
4. เพิ่มมาร์กอัปสคีมา (Add schema markup) ในที่นี้ สคีมา คือ มาร์กอัปโค้ดที่ช่วยให้เครื่องมือค้นหาเข้าใจและนำเสนอเนื้อหาเว็บไซต์ในหน้าผลลัพธ์ค้นหาได้ดียิ่งขึ้น ตัวอย่างโค้ดสคีมา ดังรูป

รูปที่ 8.9 แสดงตัวอย่างโค้ดสคีมา
ที่มา : Schema, 2022
จากรูปเป็นโค้ดสคีมาสำหรับเพิ่มรายละเอียดรูปภาพ ได้แก่ ยูอาร์แอลของภาพ ขนาดความกว้างและความสูงของภาพ ให้แสดงผลในหน้าผลลัพธ์ค้นหามือ ดังรูปที่ 8.10

รูปที่ 8.10 แสดงผลลัพธ์ค้นหาจากการใช้สคีมา คีย์เวิร์ด “ยางรถยนต์”
ที่มา : Google, 2022
จากรูปเป็นการแสดงผลลัพธ์ค้นหา คำว่า ยางรถยนต์ เมื่อเว็บไซต์ได้ใส่โค้ดสคีมา ในหน้า SERP จะแสดงรูปภาพที่ปรากฏภายในเว็บไซต์เพิ่มเติมนอกนอกจากลิงก์ ชื่อเนื้อหา ตัวอย่างเนื้อหา และคำอธิบายเว็บไซต์
นอกจากสคีมาสำหรับแสดงรูปภาพแล้ว ยังมีสคีมาอีกหลายประเภทสำหรับใช้งานที่แตกต่างกัน เช่น บทความวิจารณ์ คำถามที่พบบ่อย บุคคล สถานที่ องค์กร และอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้การแสดงผลในหน้าผลลัพธ์ค้นหามีรายละเอียดมากยิ่งขึ้น และอาจส่งผลต่อปริมาณการคลิกมายิ่งขึ้น สามารถสร้าง และทดสอบสคีมา ได้โดยเครื่องมือ schema.dev, Schema Markup Builder, Tester and Deployer for Schema.org Structured Data
5. ใช้ยูอาร์แอลที่สั้นและสื่อความหมาย (Use short and descriptive URLs) URL
ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน จะเป็นมิตรกับเสิร์ชเอนจินและส่งผลต่อการเพิ่มอันดับในการค้นหา แนวทางการใช้ยูอาร์แอล เช่น https://ms.udru.ac.th/ajk/content-seo เป็นเว็บไซต์ของผู้เขียนมี URL ที่ไม่ซับซ้อนเกินไปและบอกเนื้อหาเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพเนื้อหาให้เหมาะสมกับ
เสิร์ชเอนจิน ซึ่งปรากฏในเพจ
6. เชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา (Links to content-related resources) การเพิ่มลิงก์ออกเชื่อมโยงไปเว็บไซต์อื่นหรือการอ้างอิงลิงก์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา จะไม่ส่งผลต่อการจัดอันดับในเวลาอันสั้น แต่นักการตลาดยังต้องเพิ่มลิงก์ดังกล่าวในเนื้อหาหน้าเว็บไซต์ เนื่องจาก กูเกิลให้ความสำคัญกับการมอบคุณค่าแก่ผู้ใช้งานเสิร์ชเอนจิน (Mueller, 2022)
ซึ่งบ่อยครั้งลิงก์ช่วยให้ผู้ใช้ทราบแหล่งที่มาของเนื้อหาและสร้างความเข้าใจว่าเนื้อหานั้นเกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดหรือคำถามที่ผู้ใช้งานต้องการอย่างไร
7. ปรับภาพให้เหมาะสม (Optimize images) แนวทางสำคัญสำหรับการปรับภาพให้เหมาะสมกับเสิร์ชเอนจินในการทำ SEO มี 3 ประการดังนี้
7.1 บีบอัดรูปภาพ (Compress pictures) การบีบอัดรูปภาพสามารถใช้ส่วนเสริม (Plug-in) เช่น ShortPixel หรือใช้ เครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพรูปภาพ เช่น Kraken
7.2 ใช้ไฟล์รูปภาพที่สื่อความหมาย (Use descriptive image file names) กูเกิลสามารถตรวจสอบชื่อไฟล์รูปภาพจากเว็บไซต์เพื่อวิเคราะห์ความหมายว่าภาพนั้นเกี่ยวข้องกับอะไร ดังนั้น ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ปรากฏในเว็บไซต์ เช่น บทความเกี่ยวกับการทำอาหาร ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพชื่อ makefood.jpg
7.3 ใช้ข้อความ Alt ที่มีความหมาย (Use descriptive alt texts) Alt text (Alternative text) คือ คำอธิบายรูปภาพที่แทรกอยู่ในโค้ด HTML (Hypertext Markup language) ของเว็บไซต์ ช่วยให้เสิร์ชเอนจินเข้าใจความหมายและส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ และที่สำคัญควรแทรกคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเพจลงในส่วนของ Alt ด้วย ตัวอย่าง โค้ด HTML Alt text <IMG SRC=“makefood.jpg” ALT=“อาหาร สุขภาพ วิธีการ” width=“500” height=“500”> เป็นการแทรกไฟล์ภาพชื่อ makefood.jpg คำอธิบายรูปภาพว่า อาหาร สุขภาพ วิธีการ ภาพมีขนาดแสดงผลในเว็บไซต์ กว้าง 500 สูง 500 พิกเซล
8. เพิ่มลิงก์ภายใน (Add internal links) นอกจากจะนำลิงก์ที่มีประโยชน์หรือใช้อ้างอิงเนื้อหาจากเว็บไซต์อื่นมาแสดงในเพจเว็บไซต์เราแล้ว ควรสร้างลิงก์เพื่อเชื่อมโยงเพจอื่นในเว็บไซต์ของเราด้วย ลิงก์ภายในเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับการจัดอันดับเช่นเดียวกับปัจจัยอื่น สาเหตุที่กูเกิลตรวจลิงก์ภายในเพจ เพื่อ
8.1 ค้นพบหน้าใหม่ (Discover new pages) ลิงก์ภายในเปรียบเสมือนเส้นทางจราจรนำพาผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ไปยังหน้าเป้าหมายที่ต้องการ
8.2 เชื่อมโยงระหว่างหน้า (Inter page links) การสร้างลิงก์ภายในช่วยให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างหน้าและสามารถเพิ่มหน้าอื่น ๆ ในเว็บไซต์
8.3 ทำความเข้าใจเนื้อหาเพจ (Understand what a page is about) การทำความเข้าใจเนื้อหาภายในเพจมีส่วนช่วยให้กูเกิลสามารถจัดอันดับเพจได้ ดังนั้นควรทำการตรวจสอบว่าลิงก์ที่สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมโยงกันนั้น มีเนื้อหาภายในเพจเกี่ยวข้อง
อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์
Patel, N. (2022). Ubersugest tool. Retrieved November, 3 2022, form https://app.neilpatel.com/en/ubersuggest/keyword_ideas
Google SERP. (2022). Google SERP Snippet Optimization tool. Retrieved November, 15 2022, form https://www.highervisibility.com/seo/tools/serp-snippet-optimizer/
Schema. (2022). Schema web tool. Retrieved November, 13 2022, form https://schema.org/
Mueller, J. (2022). Linking to other websites is agreat way to provide value to your users. . Retrieved from http://www.YouTube.com
